ในชีวิตคริสเตียนเราย่อมต้องมีการทำงานรับใช้ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิต แต่หากเราไม่ได้จัดสมดุลย์ให้ดี ระหว่างการดูแลสุขภาพ ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณแล้วล่ะก็ การตั้งหน้าตั้งตารับใช้ หรืออุทิศตัวแก่คริสตจักรอย่างหนักเกินไป อาจส่งผลเสียต่อเราจนถึงขั้น หมดไฟในการรับใช้หรือ Burn out ได้  คริสเตียนจำนวนมากเมื่อเริ่มเติบโตขึ้นในความเชื่อก็มีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย

วันนี้ชูใจจึงอยากจะชวนเรามาสำรวจตัวเองว่าเรากำลัง เสี่ยงหรืออยู่ในภาวะหมดไฟ Burnout รึเปล่า?  และ เราจะมีวิธีการยังไงเพื่อเติมไฟในการรับใช้ และรับใช้อย่างมีความสุข?

10 สัญญาณเตือนภัยที่บ่งบอกว่าเราอาจ Burn Out จากการรับใช้ [นาทีที่ 2.40]

  • เริ่มอ่อนเพลียทางด้านร่างกายและจิตใจ
  • เริ่มขาดแรงจูงใจในการรับใช้
  • เริ่มมองโลกในแง่ลบ
  • มีความเครียดเรื้อรัง และไม่มีสมาธิ
  • ประสิทธิภาพในการทำงานรับใช้ลดลง
  • มีปัญหากับคนรอบข้าง
  • ไม่มีเวลาดูแลหรือเพิกเฉยที่จะดูแลตัวเอง
  • หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องงาน/การรับใช้ แม้ในเวลาที่ควรพักผ่อน
  • ความสุขในการรับใช้ลดน้อยลง (ขาดสันติสุขในการรับใช้)
  • สุขภาพย่ำแย่ เป็นโรคและอาการเจ็บป่วย ที่มีผลมาจากการทำงานหนัก พักผ่อนน้อย และผลพวงจากความเครียด

 

 

 4 เคล็ดลับในการจุดไฟในการรับใช้ [นาทีที่ 5.25]

  1. หมั่นทบทวนเป้าหมายในการรับใช้ของเรา  (ทบทวนเรื่องการทรงเรียก เพื่อให้เราระลึกได้อยู่เสมอว่า สิ่งที่เรารับใช้นั้นทำไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร)
  2. เข้าสู่โหมดพักอย่างแท้จริง (ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และพักสงบในพระเจ้าเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระองค์)
  3. เปิดใจพูดคุย/ระบายความในใจกับเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนฝ่ายจิตวิญญาณ (เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เห็นใจ และเป็นที่สนับสนุนทางจิตใจแก่กันและกัน)
  4. จัดระเบียบชีวิตให้ดีขึ้น (บ่อยครั้งความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงในการรับใช้ของเรา มีปัจจัยมาจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงของตัวเราเอง การจัดการกับตัวเองจะช่วยให้เรารับใช้ได้ราบรื่นขึ้น Work Smart not Work Hard)

 

 

_________________________

“การรับใช้ด้วยหัวใจ คือ...หัวใจแห่งการรับใช้”

 

 


#Starterคริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่ Podcast เฮฮากับสองพี่เลี้ยงอารมณ์ดี ที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน สามารถกดฟัง Podcast จากชูใจทุกตอนได้ทางลิงค์นี้ >>> https://choojaiproject.podbean.com และจะกด Follow เพื่อให้ไม่พลาดรายการใหม่ๆ ด้วยก็ยิ่งดีจ้าา ^^

 

  • ความเข้าใจเรื่องผีและอำนาจเหนือธรรชาตินั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคริสเตียน พระคัมภีร์ไม่ได้ปฏิเสธว่าในโลกนี้ไม่มีผี แต่บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า มีวิญญาณชั่วและสิ่งที่มีอำนาจซึ่งปกครองโลกนี้อยู่ สิ่งสำคัญที่ชาวชูใจควรรู้นั้นไม่ใช่เรื่องผีแต่เป็นการที่มนุษย์หันเหไปจากพระเจ้าและกราบไหว้บูชา หรือ พึ่งพาสิ่งเหล่านี้ที่ไม่ใช่พระเจ้า ว่านั่นเป็นการกระทำที่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าเลยนะ

     

    สาเหตุที่คนเราพึ่งพาสิ่งเหล่านี้มีหลายสาเหตุ เช่น

    • คนเราอยากรู้อนาคต และต้องการมีความปลอดภัยในชีวิต เพราะมีความกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ไม่แน่ไม่นอน
    • คนเรามีความทุกข์และไม่รู้จะออกจากความทุกข์ยังไง รวมถึงการอยากแก้แค้น
    • คนเราคาดหวังที่จะ ควบคุมและกำหนดชีวิตของตัวเองได้

     

 

 

  • แม้ว่าเราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เพราะ หวังจะได้รับสิ่งดี แต่การเข้าไปเกี่ยวข้อกับวิญญาณนั้นส่งผลเสียต่อเราทั้งทางตรงและทางอ้อม

    ทางตรง เช่น ทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าห่างเหินกัน อาจทำให้เรารู้สึกผิดต่อพระเจ้า รวมทั้งหลงผิดลส่งผลต่อความเชื่อ

    ทางอ้อม เช่น ทำให้เราเกิดความกลัวในจิตใจ ไม่มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต แสวงหาทางออกไม่รู้จบ และเสพติดการพึ่งพาไสยศาสตร์

     

    เราจะป้องกันตัวเองให้พ้นจาก เรื่องผีๆ ได้อย่างไร?

    1. หลีกเลี่ยงและไม่นำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับสื่อของวิญญาณต่างๆ เช่น หนังผี พิธีกรรมที่เกี่ยวกับผี
    2. ทำความเข้าใจพระวัจนะของพระเจ้าอย่างถูกต้อง
    3. รู้ว่าเรามีอำนาจเหนือมารซาตาน ผ่านพระโลหิตและพระนามของพระเยซูคริสต์

 

 

_________________________

 

“โดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ เราก็ได้มีชัยชนะเหนือมารซาตานเรียบร้อยแล้ว”

 

 


#Starterคริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่ Podcast เฮฮากับสองพี่เลี้ยงอารมณ์ดี ที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน สามารถกดฟัง Podcast จากชูใจทุกตอนได้ทางลิงค์นี้ >>> https://choojaiproject.podbean.com และจะกด Follow เพื่อให้ไม่พลาดรายการใหม่ๆ ด้วยก็ยิ่งดีจ้าา ^^

 

 

“ เพราะว่า เหมือนกับร่างกายเดียวที่มีหลายๆ อวัยวะ และอวัยวะทั้งหมดของร่างกายนั้นแม้จะมีหลายส่วน
ก็ยังเป็นร่างกายเดียว พระคริสต์ก็ทรงเป็นเช่นนั้น” - 1 โครินธ์ 12:12

 

_________________________

 

 

 

  • ความแตกต่าง คือ ความไม่เหมือนกันของคนสองคน หรือ กลุ่มสองกลุ่มไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ วิถีชีวิต (Life Styles) ความชอบ ความสนใจ เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ  ฯลฯ

 

  • ความแตกแยก คือ ปัญหาหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะความแตกต่างกัน ที่ไม่อาจประสานความแตกต่างนั้นให้อยู่ร่วมกันได้

 

แม้ในหมู่ผู้เชื่อที่เรียกว่า เป็นกายเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่าง แต่การเข้าใจความแตกต่างจะทำให้ไม่เกิดความแตกแยก แม้แต่ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ก็ยังมีความแตกต่างกันมากๆ จนเกือบจะทำให้คริสตจักรไม่สามารถรวมตัวกันได้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นใน คริสตจักรเมืองโครินธ์ แต่อาจารย์เปาโล เปรียบเทียบว่า ผู้เชื่อนั้นมีความแตกต่างกัน แต่มีพระเยซูคริสต์เป็นศรีษะ และเราเป็นร่างกายเดียวกัน

 

ติดตามฟังรายละเอียดว่าเราจะแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ได้ยังไงใน Podcast ตอนที่ 6 จากพี่โจโจและอิ่มเอมโอปป้าเลยค่ะ

 

 

 

_________________________

 

“ความแตกต่างที่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ
จะไม่นำไปสู่ความแตกแยก”

 

 


#Starterคริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่ Podcast เฮฮากับสองพี่เลี้ยงอารมณ์ดี ที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน สามารถกดฟัง Podcast จากชูใจทุกตอนได้ทางลิงค์นี้ >>> https://choojaiproject.podbean.com และจะกด Follow เพื่อให้ไม่พลาดรายการใหม่ๆ ด้วยก็ยิ่งดีจ้าา ^^

 

 

“จงระวังให้ดีออย่าให้ใครขาดจากพระคุณของพระเจ้า
และอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้นมาก่อความยุ่งยากให้ และทำให้ตัวเองเป็นมลทิน” - ฮีบรู 12:15

 

_________________________

 

รากขมขื่น” เป็นประเด็นสำคัญหนึ่งที่มีผลต่อชีวิตคริสเตียน

 

รากขมขื่น คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตมีผลเกี่ยวข้องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จนเกิดเป็นปมในจิตใจ ส่งผลกระทบมาถึงการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อจิตใจและอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายจนเกิดเป็นอาการเจ็บป่วยทางร่างกายต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน

 

...ซ้ำร้ายรากขมขื่นอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อจิตวิญญาณของเรา…

 

เปรียบภาพของรากขมขื่น ก็เหมือนกับวัชพืชที่คอยเบียดเบียนขัดขวางการเติบโตของต้นไม้ใหญ่ ส่งผลให้ต้นไม้นั้น แคระแกรน เหี่ยวเฉา ไม่ผลิดอกออกผล หรือแม้กระทั่งทำให้ต้นไม้นั้นตาย
ตัวอย่างในชีวิตจริงเช่น น้อง ก. มี่คุณพ่อที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อน้อง ก. มีประสบการณ์แบบนั้นเมื่อมาเป็นคริสเตียน ทำให้น้อง ก. ไม่สามารถเห็นภาพของพระเจ้า ในมุมของพระบิดผู้รัก น้องได้อย่างเต็มที่

 

3 วิธีแก้ไขรากขมขื่น

 

  • แก้ไขที่ตัวเรากับพระเจ้า [นาทีที่ 5.15]

พื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ผู้เป็นแหล่งพลังชีวิตของเรา อาจใช้เวลาในการแสวงหาพระเจ้า หากมีเวลาสามารถปลีกตัวออกไปยังที่สงบๆ ใช้เวลากับพระเจ้า และขอการเปิดเผยรากขมขื่นในจิตใจ  แน่นอนว่าหากได้พบกับรากนั้นอาจมีความรู้สึกเจ็บปวดในจิตใจ เราสามารถอธิษบานของให้พระเจ้าผู้เป็นหมอทางจิตวิญญาณ ทรงเข้ามารักษาบาดแผลในจิตใจนั้น

 

  • ปลดปล่อยและให้อภัยตัวเอง และคู่กรณี [นาทีที่ 7.00]

บางครั้งรากขมชื่นนั้นอาจเกิดมาจาก ความผิดพลาดที่เกิดจากตัวเราเอง เราควรยกโทษและให้อภัยตัวเอง และหากมีคู่กรณีเราก็ควรให้อภัยเขาด้วย แม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่อยู่แล้วก็ตาม การให้อภัยเป็นการเลือกที่จะตัดสินใจที่จะไม่จดจำความผิดเหล่านั้น ไม่ใช่การลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเพราะเราไม่สามารถลืมเหตุการณ์เหล่านั้นได้

 

  • ขอความช่วยเหลือจากชุมชนผู้เชื่อ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา [นาทีที่ 10.00]

การได้พูดคุยหรือระบายความอัดอั้นตันใจออกไป จะช่วยให้เราสามารถปลดปล่อยปมที่อยู่ในใจได้ เราสามารถหาผู้ที่จะเป็นที่ปรึกษา และเข้าใจเราได้ ทั้งเพื่อน พี่เลี้ยง ผู้ที่รักเรา ไม่ควรแบกความเจ็บปวดทางใจไว้คนเดียว และในกรณีที่ความเจ็บปวดนั้นลึกและหนักเกินไป เราสามารถเข้าพบกับแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ เพื่อการรักษาและรับการช่วยเหลืออย่างแท้จริงโดยไม่ต้องอายนะ

 

 

_________________________

 

“เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้
แต่เราเลือกที่จะตัดสินใจที่จะให้อภัยและเริ่มต้นใหม่ได้”

 

 


#Starterคริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่ Podcast เฮฮากับสองพี่เลี้ยงอารมณ์ดี ที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน สามารถกดฟัง Podcast จากชูใจทุกตอนได้ทางลิงค์นี้ >>> https://choojaiproject.podbean.com และจะกด Follow เพื่อให้ไม่พลาดรายการใหม่ๆ ด้วยก็ยิ่งดีจ้าา ^^

 

 

 

ในบางครั้งเราอาจมีช่วงเวลาที่เราคิดว่า เอ๋...ถ้าหากฉันมีปัญหาบางอย่างและอยากย้ายโบสถ์นั้นเป็นไปได้ไหม?

 

พี่ชูใจอยากให้ใจเย็นๆ และฟัง Podcast นี้ก่อน เพราะอาจที่เคยพูดคุยกันไปก่อนหน้านี้แล้วว่า “คริสตจักร” ไม่ใช่เพียงแค่ตัวอาคารแต่เป็นชุมชนของผู้เชื่อ การย้ายโบสถ์จึงอาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่ในการนมัสการ แต่เป็นการเปลี่ยนบริบทและผู้คนรอบตัวของเราไปอีกด้วย ดังนั้นต้องรอบคอบนะจ๊ะ

 

*** การย้ายโบสถ์นั้นมีจากเพราะปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการย้ายเพราะจำเป็นตามปกติ เช่น การย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย การย้ายไปทำงานไปเรียนต่างถิ่น  เราก็อาจต้องย้ายสถานที่นมัสการเพราะความจำเป็นเรื่องการเดินทาง หรือ การย้ายไปช่วยงานรับใช้หรือแม้ย้ายตามสายสัมพันธ์ เช่นการแต่งงาน การย้ายในแบบที่ว่ามานี้ไม่ได้เป็นปัญหากระทบชีวิตคริสเตียน แต่หากการย้ายโบสถ์ไม่ใช่จากความจำเป็นปกตินั้น เราควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ***

 

....ติดตามได้ใน Starter คริสต์ EP นี้...

 

 

หลักการ 3 ข้อที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจย้ายโบสถ์

 

  • ล้มที่ไหนควรลุกที่นั่นก่อน (นาทีที่ 4.20)

หากมีปัญหาที่ไหนก็ควรเครีย หรือแก้ไขก่อน เปรียบเสมือนการล้มแล้วลุกทางกายภาพ ก็คือการล้มที่ตรงไหนก็ควรลุกที่ตรงนั้นแล้วยืนขึ้นอย่างสง่าผ่าเผยก่อน เพราะการที่เราไม่จัดการตัวเองให้ชัดเจนก่อนย้ายไปยังที่ใหม่นั้น อาจสร้างความมึนงงตกใจสงสัยไม่ชัดเจนแก่สถานที่ใหม่ที่เราจะไป เช่น การเครียกับคนที่เราทะเลาะด้วยก่อน หรือทำการพูดคุยกับผู้นำ แจ้งสาเหตุให้รับทราบ เป็นต้น เพื่อความชัดเจนและสบายใจของทุกฝ่าย

 

“จัดการกับปัญหาที่เดิมก่อนด้วยความรัก”

 

 

ลองปรึกษาผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณก่อน (นาทีที่ 6.00)

  • บางครั้งเราอาจไม่เห็นภาพรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คนที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณจะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหา ลดอคติ หรือ บรรเทาอารมณ์ที่ไม่ปกติของเราให้เบาบางลงได้ เราอาจพบกับวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าเราตัดสินใจเอง เพราะเราอาจกำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดและมองไม่เห็นทางออก

 

 

หาคริสตจักร (นาทีที่ 7.25)

  • ชูใจไม่สนับสนุนให้เราย้ายคริสตจักร แต่หากเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เราอาจทำแล้วละก็ ขอให้พิจารณาเรื่องต่อไปนี้ก่อน

 

  1. การย้ายคริสตจักรไม่ใช่การ (Set Zero) การย้ายโบสถ์ไม่ใช่การรีสตาร์ทหรือเริ่มต้นใหม่ เพราะเรายังคงเป็นคนเก่าอยู่ดีหนีความจริงไม่ได้
  2. เรามีเหตุผลแอบแฝงหรือเปล่า ? สำรวจในใจของเราลึกๆ เราต้องการอะไรเราอาจมีเหตุผลที่ดูดีในการย้าย แต่ภายในลึกๆ แล้วเราอาจหนีปัญหา หรือ มีอะไรซ่อนอยู่ ขอให้เราทบทวนและแก้ไขสิ่งนั้นด้วยตัวเองเพราะหากเราไม่ได้แก้ไข การย้ายสถานที่อาจไม่ได้ทำให้ปัญหานั้นหายไป

 

 

_________________________

 

“ไม่มีคริสตจักรไหนที่ไม่มีปัญหา  แต่ทุกที่จะสมบูรณ์ได้ด้วยความรัก การให้อภัย และความเข้าใจ” - (พี่โจโจและพี่อิ่มเอมอปป้า)

 

 


#Starterคริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่ Podcast เฮฮากับสองพี่เลี้ยงอารมณ์ดี ที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน สามารถกดฟัง Podcast จากชูใจทุกตอนได้ทางลิงค์นี้ >>> https://choojaiproject.podbean.com และจะกด Follow เพื่อให้ไม่พลาดรายการใหม่ๆ ด้วยก็ยิ่งดีจ้าา ^^

 

 

"ว่ากันว่าปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ 99.99% เป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์" - (พี่โจโจว่าเอง)

 

ที่ความสัมพันธ์เป็นเรื่องใหญ่เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เรามีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นกายเดียวกัน บางครั้งอาจมีการกระทบกระทั่งกันโดยไม่ได้ตั้งใจเหมือนลิ้นกับฟัน และเพราะความใกล้ชิดกันหลายครั้งความเจ็บปวดจึงมากเป็นพิเศษ เหมือนที่มี Quote ของละครเรื่องเลือดข้นคนจางได้บอกไว้ว่า “ไม่มีอะไรทำร้ายเราได้เจ็บปวดเท่าเราทำร้ายกันเอง”

 

เมื่อความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราชาวโบสถ์จะต้องทำยังไง?

 

พี่โจโจและอิ่มเอมโอปป้า ขอเสนอ...

3 วิธีการจัดการความขัดแย้ง อันได้แก่ 

  1. การยอม
  2. การตกลงพบกันครึ่งทาง
  3. การหันมาร่วมมือกัน

 

*** ชาวชูใจสามารถฟัง ตัวอย่างเหตุการณ์ทั้งในพระคัมภีร์และจากเหตุการณ์จริงของสองพี่ผู้ใยดี ได้ใน Podcast เลยจ้า
ฟังแล้วคิดเห็นอย่างไร หรือมีข้อสงสัยอยากถามทั้งพี่โจโจและอิ่มเอมโอปป้าก็สามารถฝากคำถาม หรือกำลังใจได้ทาง Inbox ในแฟนเพจของชูใจ Project เลยค่าาาาาาา

#ด้วยรักและชูใจ <3

 

การสะดุดทางความเชื่อ เกิดขึ้นเมื่อเราได้พบเห็นหรือรับรู้พฤติกรรม ความคิดหรือทัศนคติบางอย่างของผู้อื่น แล้วสิ่งนั้นมีผลต่อความเชื่อของเรา และสิ่งเหล่านั้นเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางความเชื่อ การสะดุดเกิดขึ้นได้ทั้งจากการที่เราไปสะดุดคนอื่นและจากการที่คนอื่นมาสะดุดเรา

 

  • การสะดุดมีลักษณะแบบไหน
  • และจะทำอย่างไรเพื่อลดการสะดุดที่จะเกิดขึ้น

 

ติดตามฟังได้ใน Starter คริสต์ ตอน ทำอย่างไรเมื่อหัวใจสะดุดเลยค่ะ

 

_________________________

 

 "ความรักเป็นเหมือนแสงสว่างที่ไม่ทำให้สะดุด แต่อคติและความเกลียดชังบังตาทำให้เราสะดุด”  - พี่โจโจ

 

 


#Starterคริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่ Podcast เฮฮากับสองพี่เลี้ยงอารมณ์ดี ที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน สามารถกดฟัง Podcast จากชูใจทุกตอนได้ทางลิงค์นี้ >>> https://choojaiproject.podbean.com และจะกด Follow เพื่อให้ไม่พลาดรายการใหม่ๆ ด้วยก็ยิ่งดีจ้าา ^^

* สำหรับ iphone สามารถติดตามฟังใน ได้ทาง App Podcast ได้แล้วนะคะ  >>> วิธีการฟังรายการ Starter คริสต์ใน iphone


 

คนเราอาจทำความผิดพลาดกันได้ บางครั้งความผิดนั้นอาจทำให้เราถอยห่างจากชุมชนของพระเจ้า หากเรามีความต้องการจะกลับไปโบสถ์ ในมุมของผู้ที่ผิดพลาดนั้นเราจะมีวิธีการเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร และเพื่อนๆ ในชุมชนของพระเจ้าจะมีส่วนช่วยเหลือผู้ที่อยากกลับมาสู่คริสตจักรได้อย่างไร ติดตามได้ใน Stater คริสต์ ปี 3 ตอน ผิดไปแล้วจะกลับไปโบสถ์ได้อีกมั้ย

 

ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจนิยามของ "โบสถ์" และ "คริสตจักร" ก่อน

  1. โบสถ์ หมายถึง อาคารหรือสถานที่ที่เราใช้สำหรับนมัสการการพระเจ้าร่วมกัน
  2. คริสตจักร หมายถึง ผู้คน และชุมชนของผู้เชื่อที่มาอยู่ร่วมกัน

 

ในมุมของผู้ที่อยากกลับสู่ชุมชนของพระเจ้า [นาทีที่ 3.40]

  • ควรเริ่มต้นด้วยการขอโทษ ด้วยความจริงใจ ยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยความถ่อมใจ อาจต้องต้องรับว่าแม้เราจะได้รับการยกโทษจากคริสตจัก และจากพระเจ้าแล้ว แต่ผลกระทบของการกระทำผิดนั้นอาจยังคงอยู่ เช่น หากเราโกหก เราอาจขาดความน่าเชื่อถือ (การกระทำผิดบางอย่างอาจมีผลทางกฎหมาย) สำหรับในคริสตจักรเราอาจต้องยอมรับเงื่อนไขบางอย่างของชุมชน เช่น อาจต้องพักงานรับใช้ก่อน เป็นต้น

 

 

ในมุมของคริสตจักร [นาทีที่ 6.45]

  • คริสตจักรเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์ ที่จะให้อภัยด้วยความรักต่อความผิดทุกรูปแบบ ชุมชนควรมีเมตตาอย่างพระคริสต์ เพราะเครื่องบูชาที่ดีที่สุดคือการคืนดี

 

“เพราะฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน 
จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา และกลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” – (มัทธิว 5:23-24)

 

ขั้นตอนการเตรียมตัวกลับสู่คริสตจักร [นาทีที่ 9.00]

  • ติดต่อกับคนในชุมชน หรือผู้นำที่เราสะดวกใจและไว้ใจ เพื่อให้เขาเป็นผู้ช่วยเราในการเชื่อมต่อกับคนในคริสตจักร เพื่อความเป็นปกติสุข สงบเรียบร้อย และไม่ทำให้เราเคอะเขิน ทำตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เยอะเกินไป หรือน้อยเกินไป

 

สิ่งที่ชุมชนควรทำเพื่อช่วยเหลือผู้กลับมา [นาทีที่ 11.20]

  • ให้โอกาส
  • ให้อภัย
  • นำการคืนดี

 

_________________________

 

 "จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงให้อภัยกัน
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านอย่างไร ท่านก็จงทำอย่างนั้นด้วย” -  (โคโลสี 3:13)

 

 


#Starterคริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่ Podcast เฮฮากับสองพี่เลี้ยงอารมณ์ดี ที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องชีวิตคริสเตียนขั้นพื้นฐาน สามารถกดฟัง Podcast จากชูใจทุกตอนได้ทางลิงค์นี้ >>> https://choojaiproject.podbean.com และจะกด Follow เพื่อให้ไม่พลาดรายการใหม่ๆ ด้วยก็ยิ่งดีจ้าา ^^

 

บริบทสังคมไทยยังไงพ่อแม่หรือผู้ปกครองก็มีส่วนชี้อนาคตของลูกอยู่มาก
แต่ถ้าสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้เรา ไม่ใช่สิ่งที่เราโอด้วย จะเอาไงดีละทีนี้? 

ฟังชูใจ Podcast ในช่องทางอื่นๆ:
🔹 ฟังผ่านเว็บชูใจ : https://bit.ly/2ITRkYk
🔹 ฟังผ่าน Spotify : https://open.spotify.com/show/00LiVwkMt7RmZyfBpsxAOl

-------------------
ผู้ดำเนินรายการ:
พี่หญิง ปวีณา: Counselor ประจำมูลนิธิจิตรักษ์ และ ผอ.ด้านการพัฒนาการให้คำปรึกษาไทย
พี่จิ๊ก สิริวรรณ: บก.ชูใจ Project
เรียงเรียง: จิ๊ก สิริวรรณ
ตัดต่อ: โจ้ นิธิวัฒน์
ภาพประกอบ: ลาเบย พรรณนิดา
----------------------------------
ชาวชูใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการชูใจ ด้วยการถวายสนับสนุนเว็บไซด์ชูใจ Project ได้เช่นเดิม อ่านรายละเอียดได้ตรงนี้จ้า >>> https://www.choojaiproject.org/donate/

ถ้าไม่เรียนคณะนี้แล้วจะเรียนอะไร?
ไม่เสียเวลาแย่เหรอ?
จะบอกพ่อแม่ยังไงดีล่ะ?
แล้วถ้าคณะที่ซิ่วไปไม่ชอบอีกล่ะ ทำไงดี?

 

น้องหลายคนก็อยู่ในสภาวะของการต้องตัดสินใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ว่าสิ่งที่เลือกเรียนไปแล้ว กลับไม่ชอบ
หรือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นบอกให้เรียน แต่มันไม่ได้จริงๆ ทีนี้จะเอาไงต่อดีอะ?

 

ใน EP นี้พี่หญิงและพี่จิ๊กเลยชวนมาทำความเข้าใจในการตัดสินใจ และปอกเปลือกตัวเองให้ได้มารู้จักตัวเองกันมากขึ้นและช่วยตอบคำถามมากมายที่เข้ามาในช่วงเวลานี้

Load more