Episodes
![EP.3 การนมัสการคือ? - [Starter คริสต์]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/Ep3-Podbean.jpg)
Friday Oct 06, 2017
EP.3 การนมัสการคือ? - [Starter คริสต์]
Friday Oct 06, 2017
Friday Oct 06, 2017
อ่านสคริปต์เพิ่มเติมได้ใน https://www.choojaiproject.org/2017/10/starter-christ-ep3-what-is-the-meaning-of-christian-worship/
![EP.2 ไปโบสถ์ 1st Time - [Starter คริสต์]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/Ep2-Podbean.jpg)
Friday Sep 29, 2017
![EP.1 เชื่อแค่ไหนกว่าฉันจะใช่...คริสเตียน - [Starter คริสต์]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/Ep1-Podbean.jpg)
Friday Sep 22, 2017
EP.1 เชื่อแค่ไหนกว่าฉันจะใช่...คริสเตียน - [Starter คริสต์]
Friday Sep 22, 2017
Friday Sep 22, 2017
Starter คริสต์ ตามติดชีวิตผู้เชื่อใหม่
ดำเนินรายการโดย พี่โจโจ และ อิ่มเอมอปป้า
- - - - - - - - - - - -
Highlight
- พระเจ้าทรงรักมนุษย์มาก พระองค์ทรงอยากให้มนุษย์ทุกคนมีความสุขแท้ แต่ที่เขากลับไม่มีความสุขแท้ เพราะว่าเขาทุกคนเป็นคนบาป และเขายังไม่ละทิ้งความบาป เขาจึงต้องรับผลของความบาปนั้นด้วย ทำให้พระเจ้าจึงต้องส่งพระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระองค์ลงมาในโลก เพื่อที่รับโทษแห่งความบาปแทนมนุษย์ทุกคน
- การให้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าปราศจากการรับ มนุษย์ต้องตัดสินใจรับพระเยซูคริสต์เข้ามาประทับในจิตใจ เขาจึงจะได้รับความรอดนั้น
- ถึงแม้เราจะเป็นคนบาปคนเดียวในโลกใบนี้ พระเยซูคริสต์ก็ยังจะทรงเสด็จมาตายเพื่อมาไถ่บาปของเราอยู่ดี
___________________________
การรับเชื่อคืออะไร ? [นาทีที่ 2.24]
- คือการอธิษฐานต้อนรับ (ตอบรับ) พระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อ เพื่อให้พระองค์เข้ามาในจิตใจ ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด และจอมเจ้านายในชีวิต
ทำไมเราต้องรับเชื่อ ? [นาทีที่ 2.52]
- เพราะเราต่างจมอยู่ในมหาสมุทรแห่งความบาป และไม่อาจหลุดพ้นออกไปได้ด้วยตัวของเราเอง
- แม้เราจะรู้วิธีการทำดีละเว้นความชั่ว เราอาจมีกำลัง ความรู้ และความสามารถ แต่เราไม่มีศักยภาพพอที่จะช่วยให้ตัวเองพ้นจากความบาปได้อยู่ดี ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาพระเยซูคริสต์เท่านั้น เพราะพระองค์เป็นผู้เดียวที่จะช่วยมนุษย์อย่างเราให้รอดจากโทษทัณฑ์ของความบาปทั้งหลายได้
พระสัญญาของพระเจ้าบอกว่าผู้ที่รับเชื่อแล้วจะได้รับ… [นาทีที่ 6.23]
- ได้รับการอภัยโทษบาป เราไม่จำเป็นต้องรับโทษความบาปของเราทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพราะพระเยซูทรงรับไว้หมดแล้ว “ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” โคโลสี 1:14
- ได้รับฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า ได้สิทธิพิเศษเข้ามาเป็นลูกในครอบครัวของพระเจ้า เมื่อเป็นลูกก็จะมีสิทธิ์ต่างๆ ที่ลูกจะได้รับจากพ่อ“แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า” ยอห์น 1:12
- ได้รับชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตที่ไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องรับโทษจากความบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ในโลกนี้
“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” ยอห์น 5:24 - ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มาจากพระเจ้า พระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตภายในของเรา”เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” 2 โครินธ์ 5:17 (อ่านข้อพระคัมภีร์เพิ่มเติม ยอห์น.10:10; 1 เธสะโลนิกา.5:18)
เพราะความเชื่อไม่ใช่ความรู้สึก การรับเชื่อจึงเป็นเรื่องของความจริง [นาทีที่ 10.23]
- อย่าพึ่งพาเอาสถานการณ์ภายนอก หรือความรู้สึกของตัวเราเองมาเป็นปัจจัยในการรับเชื่อ แต่ให้พึ่งพาในความจริงที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ในพระวจนะของพระองค์
รับเชื่อกี่ครั้งถึงจะพอ? [นาทีที่ 11.10]
“ถ้าเรา…รับเชื่อไปแล้ว (ตอนยังไม่เข้าใจอะไรเลย) ต้องรับอีกไหม?”
การรับเชื่อสำหรับคริสเตียนคือการเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า อย่างในพระสัญญาที่ได้บอกไว้ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องรับเชื่อซ้ำซ้อน
“ถ้าเรา…รับเชื่อแล้วไปทำบาป เรายังจะรอดไหม?”
“รอด” เพราะการกระทำที่ผิดพลั้งบาปของเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรอด ดังนั้น พระเจ้าในสถานะพ่อของเราจะให้อภัยเราแน่นอน เพียงแต่เราต้องกลับใจใหม่ การกลับใจใหม่ก็คือ ความเสียใจกับความบาปที่เคยทำไป อธิษฐานสารภาพกับพระเจ้า และตั้งใจที่จะไม่กลับไปทำความบาปนั้นอีก แต่หากเราเสียใจอย่างเดียว โดยไม่นำไปสู่ความตั้งใจที่จะไม่ทำบาปนั้นอีกก็ยังไม่ถือเป็นการกลับใจใหม่
4 อย่างที่ต้องมั่นใจเมื่อรับเชื่อ [นาทีที่ 16.05]
- 1. พระเจ้า: เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงมนุษย์นั้นทรงดำรงอยู่ และพระเจ้าทรงรักมนุษย์
- 2. ปัญหา: ปัญหาที่มนุษย์ไม่มีความสุขที่แท้จริงก็เพราะมนุษย์ทำบาป ความบาปที่ว่ามี 2 ประเภทหลักๆ ก็คือ…
– บาปละเมิด : รู้ว่าอะไรไม่ดี แต่ก็ยังทำ
– บาปละเลย : รู้ว่าอะไรดี แต่ก็ไม่ทำ
- 3. ทางออก: พระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์มาเพื่อเป็นทางออกเดียวให้กับมนุษย์ที่จะรอดพ้นจากโทษทัณฑ์ของความบาป และรอดจากบึงไฟนรก เพราะพระองค์ทรงมารับความผิดบาปแทนเราบนไม้กางเขน
- 4. ทางเลือก: มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเลือกเชื่อในพระเยซูคริสต์ หรือไม่เชื่อก็ได้ เพราะพระเจ้าให้อิสระ จึงทรงสร้างพวกเขาให้เป็นบุคคลที่สามารถตัดสินใจได้เอง และถ้าพวกเขาเลือกที่จะเชื่อพระเยซูคริสต์พวกเขาจะต้องตัดสินใจทำตามทั้ง 4 ข้อนี้ (ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้)
- ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาปและช่วยให้ตัวเองรอดจากโทษของความบาปไม่ได้
- ตั้งใจละทิ้งความบาปและหันกลับมาหาพระเจ้า
- ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า พระองค์มาตายบนไม้กางเขน และพระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อไถ่บาปแทนเรา
- อธิษฐานรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในจิตใจ ในฐานะจอมเจ้านาย และพระผู้ช่วยให้รอด
“ถึงแม้เราจะเป็นคนบาปคนเดียวในโลกใบนี้
พระเยซูคริสต์ก็ยังจะทรงเสด็จมาตายเพื่อมาไถ่บาปของเราอยู่ดี”
อ่านสคริปต์เพิ่มเติมได้ใน https://www.choojaiproject.org/2017/09/starter-christ-ep-1-how-to-be-sure-of-my-salvation/
![EP.8 - จะก้าวผ่านความรู้สึกอ่อนแอของตัวเองได้อย่างไร? [รู้เขารู้เรา]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/TH_EP8.jpg)
Thursday Sep 14, 2017
EP.8 - จะก้าวผ่านความรู้สึกอ่อนแอของตัวเองได้อย่างไร? [รู้เขารู้เรา]
Thursday Sep 14, 2017
Thursday Sep 14, 2017
ความอ่อนแอทางใจคืออะไร?
“ความอ่อนแอทางใจคือ...การที่เราไม่มีกำลัง ไม่เข้มแข็ง และไม่แข็งแรง
อาจทำให้ไม่มีพลังใจในการใช้ชีวิตเมื่อได้เจอหรือกระทบกับบางเรื่อง” - [นาทีที่ 1.26]
ลักษณะของความอ่อนแอแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
- ความอ่อนไหว - [นาทีที่ 3.00]
ลักษณะ: เสียใจง่าย เศร้าง่าย และอ่อนไหวง่ายเวลาถูกวิพากษ์วิจารณ์ พยายามเอาใจคนอื่นจนละเลยความต้องการของตัวเอง ไม่กล้าปฏิเสธ รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่เชื่อมโยงกับใคร ปม้มีผู้คนรอบกายแต่กลับรู้สึกว่าไม่มีเพื่อนเลย
- ความกลัว - [นาทีที่ 4.00]
ลักษณะ: ลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ จนไม่กล้าทำอะไรเลย กลัวทำผิดพลาดกลัวทำผิดพลาดจนอาจกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ เฉไฉ เพราะไม่กล้าเผชิญหรือจัดการกับปัญหาจึงเลือกวิธีหนี
- แสดงออกด้วยการใช้อำนาจ - [นาทีที่ 4.40]
ลักษณะ: เป็นผลจากความอ่อนแอภายในที่ถูกแสดงออกมาในทางตรงกันข้าม คือภายในอ่อนแอแต่แสดงออกมาอย่างรุนแรง มักทำให้เกิดพฤติกรรม หาข้อแก้ตัว อ้างไปเรื่อย ไม่ยอมรับความผิด อวดตัว ยกตนเองข่มผู้อื่น วางอำนาจ จอมสั่งการ จู้จี้ และพยายามควบคุมทุกอย่าง ชอบตัดสิน
- สนใจภาพลักษณ์ - [นาทีที่5.55]
ลักษณะ: เนื่องจากภายในรู้สึกอ่อนแอ แต่สิ่งที่แสดงออกมาคือใส่ใจสิ่งที่อยู่ภายนอกอย่างเช่น บุคลิกภาพลักษณ์ หรือ สิ่งของจนถึงขั้นวัตถุนิยม แคร์คนอื่นมากจนเกินไป เช็คเรตติ้ง หลงตัวเอง ชื่นชมตัวเองเพื่อให้รู้สึกดี เพราะข้างในจริงๆ รับความบกพร่องของตัวเองไม่ได้
"ความอ่อนแอนั้นเป็นพิษ... ทำให้รู้สึกด้อยค่า ไม่เหมาะสม ไม่สมควรที่จะได้รับความรักและคิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ" - [นาทีที่ 16.27]
___________________________
แยกแยะความอ่อนแอก่อน… เพราะพระเจ้าช่วยได้
[นาทีที่ 18.35]
ถามตัวเองก่อนนะว่าอะไรคือสิ่งที่เรากำลังต่อสู้หรือสิ่งที่เราอ่อนแอนี้เกิดจากอะไรระหว่าง
ความอ่อนแอที่เกิดจากความบาปหรือความอ่อนแอที่เกิดจากบาดแผลในอดีต?
ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอจากบาปหรือความอ่อนแอที่เกิดจากบาดแผลในอดีต พระเจ้าจะช่วยเหลือเราด้วยการ…
- ช่วยให้ละทิ้งบาปต่างๆ : เพราะความบาปเป็นเรื่องที่คอนโทรลได้ และแม้ว่าบางคนจะใช้คำว่าธรรมชาติบาปมาเป็นข้ออ้างทำให้ตัวเองไม่สามารถเอาชนะหรือละทิ้งบาปนั้นไปได้ แต่ทางหนึ่งที่เราจะสามารถชนะบาปด้วยการละทิ้งได้แน่คืออาศัยฤทธิอำนาจของพระเจ้า
- พระองค์ทรงสร้างใหม่: บาดแผลและความเจ็บปวดทั้งหลายในอดีตจะถูกรักษา และใจของเราจะถูกสร้างขึ้นใหม่ได้โดยพระเจ้า
วิธีเอาชนะความอ่อนแอ (3 ยอม)
[นาทีที่ 22.44]

- ยอมรับความอ่อนแอ : ยอมรับกับตัวเองเสียก่อนว่าเราเป็นคนอ่อนแอเหมือนที่ มัทธิว 9:12 บอกไว้ว่า “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ”
- ยอมรับความจริงของพระเจ้า : กลับไปเปิดพระคัมภีร์ดูนะว่าพระเจ้าบอกอะไร ในความอ่อนแอของเรานั้น พระเจ้าพูดว่าอะไร?
- ยอมรับการเปลี่ยนแปลง : เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์และยอมรับด้วยใจ ไม่ใช่แค่จากความคิด พระคำของพระเจ้าจะส่งผลให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป
ระยะทางที่ไกลที่สุด บางครั้งคือจากสมองถึงหัวใจ

สุดท้าย… ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
[นาทีที่ 35.08]
ความอ่อนแอเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้พึ่งพิงในพระเจ้า และเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพราะในสิ่งที่เราทำไม่ได้นั้น เราจะได้่เห็นว่าพระเจ้าเป็นนายเหนือความอ่อนแอทั้งหลาย
แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิขึ้นเต็มขณะที่นั่น” เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิเดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า
(2โครินธ์12:9)
___________________________

ระหว่างทางของชัยชนะในความอ่อนแอ คือเราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อน
และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างปกติสุข
ขอขอบคุณที่ปรึกษาด้านเนื้อหา :
อ. วีรนุช วงค์คงเดช อาจารย์ประจำหมวดวิชาการให้คำปรึกษา โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ สวนพลู (TBTS)
![EP.7 - 3 คำถามที่จะช่วยตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต [รู้เขารู้เรา]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/TH_EP7.jpg)
Wednesday Sep 06, 2017
EP.7 - 3 คำถามที่จะช่วยตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต [รู้เขารู้เรา]
Wednesday Sep 06, 2017
Wednesday Sep 06, 2017
- พูดคุยกันแบบหมดเปลือกวิธีการเลือกและตัดสินใจในภาวะยากลำบากของชีวิตว่าต้องทำอย่างไร? จากประสบการณ์ตรงในการตัดสินใจ และการยกตัวอย่างของแต่ละคำถาม
___________________________
1. ถ้าเราเลือกได้ (มีอิสระ) เรายังจะทำสิ่งที่ทำในทุกวันนี้อยู่หรือไม่ ?
[นาทีที่ 5.05]

ถ้าไม่มีหนี้มีสิน ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อมาเลี้ยงดูใคร ถ้ามีอิสระในการเลือกรายังอยากจะเรียนคณะสาขานี้ไหม? หรือถ้าไม่มีใครบังคับ เราจะเลือกทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ไหม? การที่เราสำรวจตัวเองด้วยคำถามนี้เพื่อเราจะได้เห็นชัดเจนขึ้นว่าถ้าเราตัดสิ่งที่กดดันชีวิตเหล่านี้ออกไป เราอยากจะทำอะไรจริงๆ
2. ถ้าเวลาคือสิ่งมีค่า เราอยากลงทุนเวลา กับอะไร?
[นาทีที่ 10.35]

เราทุกคนมีธนาคารเวลา ที่ในแต่ละวันเราจะได้รับเวลาปริมาณเท่ากัน และเมื่อสิ้นสุกวันเงินในบัญชีจะถูกลบทิ้งทั้งหมด และได้รับเงินก้อนใหม่วันถัดไป คือ เวลาที่เราได้รับในแต่ละวันเราไม่สามารถสะสมไว้ใช้ในวันถัดไปได้
คลิปตัวอย่างที่พูดถึงใน PODCAST ธนาคารเวลา
ที่นี่ >>> https://www.youtube.com/watch?v=ceB5BMUeyyU
ทุกวินาทีมีคุณค่า...
ภาษาอังกฤษ เรียก “เวลาปัจจุบัน” ว่า Present และเป็นคำเดียวกับคำว่า “ของขวัญ”
ดังนั้นเวลาก็เหมือนของขวัญที่เราได้รับมาจากพระเจ้า
“เวลาของเรามีจำกัด อยู่ที่ว่าเราจะลงทุนเวลาที่เรามีไปกับอะไร”
3. แล้วพระเจ้าว่ายังไง ?
[นาทีที่ 18.10]

คำถามสุดท้ายเป็นที่สำคัญที่สุดในชีวิตคริสเตียน เป็นที่เป็นบทสรุปของทุกการตัดสินใจ เราจะรู้ว่าพระเจ้ามีน้ำพระทัยยังไง ให้เราอธิษฐานแสวงหาน้ำพระทัยเป็นการส่วนตัว และสามารถฟังเพิ่มเติมหากยังไม่เคยฟังวิธีการเช็คว่าพระเจ้าเรียกเราแบบไหน ใน EP. 4 ที่ผ่านมาอ่านได้ทางลิงค์นี้ >>> EP. 4 “จะรู้ได้อย่างไร ว่าพระเจ้าเรียก”
หากชาวชูใจฟังแล้วก็ยังยังไม่มั่นใจอยู่ดี…
“ขอให้รู้ว่า พระเจ้าเองเป็นผู้สร้างเราและมอบเวลา 86400 วินาทีต่อวันแก่เรา และเป็นพระเจ้าที่ใส่ความชอบ และความถนัดด้านต่างๆ กับเรา พระองค์เป็นพระเจ้าผู้นำชีวิตของเรา และไว้ใจได้มากที่สุด”
_______________________________
ลองใช้เวลาทบทวนกับคำถามทั้งสามข้อนี้ดู
- ถ้ามีอิสระในการเลือกเราจะทำสิ่งนี้ไหม?
- เราอยากลงทุนเวลากับสิ่งนี้ไหม?
- และถ้าเราเลือกสิ่งนี้พระเจ้าจะว่าอย่างไร?
_______________________________
ขอขอบคุณที่ปรึกษาด้านเนื้อหา :
อ. เจนจิต เลิศมาลีวงศ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาพระคัมภีร์ใหม่ โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ สวนพลู (TBTS)
![EP.6 - จะรู้จักตัวเองมากขึ้นได้อย่างไร? [รู้เขารู้เรา]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/TH_EP6.jpg)
Wednesday Aug 30, 2017
EP.6 - จะรู้จักตัวเองมากขึ้นได้อย่างไร? [รู้เขารู้เรา]
Wednesday Aug 30, 2017
Wednesday Aug 30, 2017
Highlight
- การรู้จักตัวเองมาขึ้นมีหลากหลายวิธี วันนี้เราจะมารู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านการวัดโดยใช้ MBTI
- เช็คให้รู้! เราอยู่ในกลุ่มไหนของ MBTI ทั้ง 4 กลุ่มและเราจะพัฒนาให้เติบโตมากขึ้นได้อย่างไร?
___________________________
หลายคนมีใจอยากรับใช้แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับงานรับใช้แบบไหน หรือกำลังค้นหาว่างานไหนที่ใช่ตัวเรา อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่ดี และทำไมบ้างครั้งเราถึงอัดในการทำบางสิ่งทั้งๆ ที่เราคิดว่าเราน่าจะชอบ การที่เรารู้จักตัวเองก่อนจะช่วยทำให้เราเลือกได้ดียิ่งขึ้น
กระบวนการรู้จักตัวเองของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน รวมๆ แล้วจะมาจากประสบการณ์ สถานการณ์ต่างๆ คนรอบตัว ที่สำคัญเราสามารถรู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านการอ่านพระคัมภีร์ด้วย ...นอกจากนั้นพระเจ้าก็ให้สติปัญญาแก่มนุษย์ในการที่จะรู้จักตัวเองมาขึ้นผ่านวิธีการต่างๆ และแม้แต่บรรดาแบบวัดบุคลิกภาพที่มีมากมาย ก็ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นได้เช่นกัน
มาเข้าใจบุคลิกภาพและความคิดตัวเองผ่าน MBTI
MBTI เป็นแบบวัดบุคลิกภาพ หนึ่งในหลายๆแบบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
อาจจำแนกลักษณะวิธีคิดของผู้คนเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

- 1. กลุ่มช้าง (S+F) Sensing + Feeling
- 2. กลุ่มหมาป่า (S+T) Sensing + Thinking
- 3. กลุ่มแมวน้ำ (N+F) Intuition + Feeling
- 4. กลุ่มนกฮูก (N+T) Intuition + Thinking
ทั้ง 4 กลุ่มก็จะมีจุดแข็ง จุดบอด และแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่าน การใช้เกณฑ์ MBTI แบบสั้นๆ ง่ายๆ สไตล์ชูใจ เพื่อนำมาประยุกต์ในการเลือกว่า งานรับใช้แบบไหนเหมาะกับตัวเรา
สามารถอ่านเพิ่มเติม ได้ทางเว็บไซด์ >>>
https://www.choojaiproject.org/2017/08/get-to-know-ep6-how-to-get-to-know-myself-with-mbti/
___________________________
พูดคุยโดย :
วอร์ วรรัก และ เจด เจษฎา
นักศึกษาพระคริสต์ธรรมด้านการให้คำปรึกษา
ที่ปรึกษาด้านเนื้อหา :
อ. เจนจิต เลิศมาลีวงศ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาพระคัมภีร์ใหม่ โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ สวนพลู (TBTS)
.
![EP.5 - ฉันโลกส่วนตัวสูงรึเปล่า [รู้เขารู้เรา]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/TH_EP5.jpg)
Wednesday Aug 30, 2017
EP.5 - ฉันโลกส่วนตัวสูงรึเปล่า [รู้เขารู้เรา]
Wednesday Aug 30, 2017
Wednesday Aug 30, 2017
โลกส่วนตัวสูงคืออะไรกันแน่?
[นาทีที่ 4.38]
นิยามคำว่าคนโลกส่วนตัวสูงของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าเป็นคนเก็บตัว บางคนนิยามว่าเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง บางคนบอกว่าเป็นคนที่คุยกับตัวเองไม่รู้เรื่องบ้างล่ะ ไม่มีทักษะทางสังคม หรือคนที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องบ้างล่ะ
ทำความเข้าใจกันก่อนว่า…
“คนเก็บตัวก็คือคนเก็บตัว คนเข้าสังคมไม่เก่งก็คือคนเข้าสังคมไม่เก่ง
คนโลกส่วนตัวสูงก็คือคนโลกส่วนตัวสูง” - [นาทีที่ 5.15]
เราทุกคนล้วนมีโลกส่วนตัว ซึ่งก็คือ ขอบเขตของความเป็นส่วนตัวที่เราไม่อนุญาตให้โลกภายนอกเข้ามาสัมพันธ์ข้องเกี่ยว ทั้งพื้นที่จริงๆ และพื้นที่ในหัว อย่างเช่น บ้าน ห้องนอน ความคิด ไอเดีย เวลาพักผ่อน
"คนโลกส่วนตัวสูง ไม่ใช่คนเก็บตัวเสมอไป... เราทุกคนมีล้วนมีโลกส่วนตัว
จะมากน้อยแตกต่างกันไป มากหน่อยเรียกว่า Introvert น้อยหน่อยเรียกว่า Extrovert"
___________________________
แล้วเราอยู่กลุ่มไหน Introvert หรือ extrovert?
[นาทีที่ 6.37]
คาร์ล จุง นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้แยกประเภทคนออกเป็นสองประเภท จากลักษณะธรรมชาติพื้นฐาน ในการรับพลัง หรือการฟื้นพลังใจ ซึ่งความแตกต่างนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่ไม่เหมือนกัน
หลักๆ แล้ว Introvert เป็นคนที่มีการรับพลังจากโลกภายใน เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ปลีกวิเวก หรืออยู่กับเพื่อนสนิทส่วน Extrovert มีการรับพลังงานจากโลกภายนอก เช่น การออกไปพบปะ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง
⚪ Introvert เป็นแบบไหน? - [นาทีที่ 8.00]
◾ เวลาอยู่กับคนอื่นมักจะคิดอยู่เสมอ ว่าตอนนี้ต้องพูดอะไร
◾ เวลาอยู่ในกลุ่มเพื่อน มักจะไม่ค่อยพูด หรือพูดไม่ทัน
◾ แต่เวลาอยู่กับคนสนิทๆ ไม่กี่คนก็สามารถพูดได้ดี
◾ ชอบอยู่ลำพัง หรืออยู่กับคนที่สนิทกลุ่มเล็กๆ จะมีความสุขมากกว่า
◾ ใช้ความคิดกับตัวเอง หรือความรู้สึกของตัวเอง
◾ ความเงียบสำหรับ Introvert คือเพื่อน หรือเป็นเรื่องปกติ
◾ ชอบคิด จินตนาการ ทบทวนตัวเอง แรงบัลดาลใจมักเกิดจากภายใน
⚪ Extrovert เป็นแบบไหน? - [นาทีที่ 10.15]
◾ เวลาอยู่กับคนจะแสดงออกเป็นธรรมชาติ คิดแล้วพูดได้เลย
◾ มีอิสระในการแสดงออก สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดได้ทันที
◾ แสดงอารมณ์ได้เต็มที่ ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ โกรธ
◾ คิดเร็ว พูดเร็ว ทำเร็ว บางครั้งก็คิดไปด้วยพูดไปด้วย
◾ ไม่ค่อยคุ้นชินความเงียบ มักเงียบเฉพาะเวลามีปัญหา อยู่กับความเงียบนานๆ ไม่ได้
◾ รู้สึกมีพลังเมื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีประสบการณ์ร่วมกับคนอื่น
◾ รับแรงบันดาลใจจากภายนอก
(ให้มองเป็น สเกล เพราะ อยู่กลุ่ม Extrovert เหมือนกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชอบพูดเยอะๆ เหมือนกันทุกคน หรือ อยู่กลุ่ม Introvert เหมือนกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเงียบๆ เหมือนกันทุกคน ...คนที่สเกลสูงหน่อยอาจชอบอยู่คนเดียวมากหน่อย และคนที่สเกลน้อยหน่อยก็อาจจะอยู่คนเดียวน้อยหน่อย)
___________________________
ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มักจะไม่เข้ากันกันอยู่ 3 ประเด็นหลัก
1. การพูด การแสดงออก ที่ต่างกัน
2. ความเป็นส่วนตัว ที่ต่างกัน
3. ความหมายของ “ความเงียบ” ที่ต่างกัน
ปัญหาและมุมมองที่ขัดแย้งกันของ Introvert กับ Extrovert
[นาทีที่ 16.35]
Introvert มักมอง Extrovert ยังไงนะ? ...

Extrovert มักมอง Introvert ยังไงล่ะ? ...

แล้วเราจะทำยังไงให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข?
[นาทีที่ 25.50]
⚪ Extrovert ปรับตัวเข้ากับ Introvert ยังไงดี?
- เคารพพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน ให้เรายอมรับสักหน่อยถ้าเขาจะเก็บบางเรื่องไว้เป็นเรื่องส่วนตัว
- ไม่ต้องผลักดัน introvert ให้เข้าสังคม ให้อิสระเขาในการเลือกกิจกรรมโดยไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลา
- เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันในความเงียบบ้าง
- เรียนรู้ที่จะเรียบเรียงคำพูด และพูดให้ตรงประเด็น หรือบอกประเด็นก่อนพูด
⚪ Introvert ปรับตัวเข้ากับ Extrovert ยังไงดี?
- ถามไถ่และชื่นชม Extrovert บ้าง และฟังสิ่งที่เขาเล่า
- ลองออกไปทำสิ่งต่างๆ กับชาว Extrovert บ้าง
- สื่อสารความคิดและความรู้สึกให้มากขึ้น
- สนใจเค้าและพยายามมีประสบการณ์ร่วมกัน
การที่สองกลุ่มนี้จะอยู่ร่วมกันอย่าง Happy ก็คือ การบาลานซ์ระหว่าง…
อยู่คนเดียวด้วยกัน
กับ สนใจและมีประสบการณ์ร่วมกัน

"อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว
แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย"ฟิลิปปี 2:4 (TH1971)
_______________________________
ฟังแล้วลองฝึกกัน อยากให้น้องๆ ลองถามตัวเองดูว่า...
เราบาลานซ์ ระหว่าง การ อยู่คนเดียว ด้วยกันกับ Introvert และ สนใจและมีประสบการณ์ร่วมกัน กับ Extrovert ได้…
- มากน้อยแค่ไหน?
- และเราจะเริ่มทำอะไรได้บ้าง ...ที่จะช่วยให้บาลานซ์มากขึ้น?
_______________________________
ขอขอบคุณที่ปรึกษาด้านเนื้อหา :
อ. เจนจิต เลิศมาลีวงศ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาพระคัมภีร์ใหม่ โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ สวนพลู (TBTS)
![EP.4 - จะรู้ได้ยังไงว่าพระเจ้าเรียก [รู้เขารู้เรา]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/TH_EP4.jpg)
Wednesday Aug 30, 2017
EP.4 - จะรู้ได้ยังไงว่าพระเจ้าเรียก [รู้เขารู้เรา]
Wednesday Aug 30, 2017
Wednesday Aug 30, 2017
“เมื่อพระเจ้าเรียก พระเจ้าจะมีวิธีการพูดกับเราแบบที่เราจะรู้ว่าพระเจ้านำ
และพระเจ้าจะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็น”
พระเจ้าเรียกเราแบบไหนบ้าง?
[นาทีที่ 9.28]
>> แบบที่ 1 การเรียกแบบอย่างเฉพาะเจาะจง - [นาทีที่ 9.44]
เช่น การทรงเรียกโมเสส ในเหตุการณ์ที่พุ่มไม้ไฟ โมเสสได้พบกับพระเจ้าและพระองค์ทรงเขาอย่างเรียกเจาะจงให้เขาไปนำประชากรอิสราเอลออกจากอียิปต์ การทรงเลือกแบบนี้พระเจ้าบอกชัดเจนกับเราอย่างเจาะจงเลยว่า ให้ใคร ให้ไปทำอะไร ที่ไหน เพื่ออะไร
"และบัดนี้จงไปเถิด เราจะใช้เจ้าไปเข้าเฝ้าฟาโรห์
เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์"
- (อพยพ 3:10)
>> แบบที่ 2 การเรียกแบบอย่างไม่เฉพาะเจาะจง - [นาทีที่ 11.00]
เช่น อับราฮัม ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อ ที่พระเจ้าทรงเรียกออกมาก่อนแล้วค่อยๆ สำแดงสิ่งต่างๆ ระหว่างทางโดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พระเจ้าก็จะนำและเปิดเผยไปทีละขั้น
พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าจงออกจากดินแดนของเจ้า
จากญาติพี่น้องของเจ้าจากบ้านบิดาของเจ้า
ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงแก่เจ้า” - (ปฐมกาล 12:1)

ควรรู้ก่อนว่าตอนนี้พระเจ้าเรียกเราแบบไหน?
[นาทีที่ 13.20]
>> แบบเฉพาะเจาะจง (อพยพ3:10)
>> หรือไม่เฉพาะเจาะจง (ปฐมกาล12:1)
โดยสามารถเช็คดูความมั่นใจ ว่าพระเจ้าเรียกเราได้จาก 3 ด้าน
[นาทีที่ 14.30]
1. จากข้างใน : ผ่านความชอบ ความปรารถนา - [นาทีที่ 15.05]
พระเจ้าทรงเร้าจิตใจข้างในของเรา อาจเป็นความชอบ ความถนัด หรือ ภาระใจในสิ่งนั้นๆ หากเรายังไม่รู้ว่าเรามีความชอบหรือไม่ชอบอะไรเราสามารถหาโอกาสทดลองในงานรับใช้หรืองานนั้นๆ ดู (ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นงานที่ถูกเรียกว่างานรับใช้อยู่แล้ว พระเจ้าอาจจะเรียกเราให้ทำสิ่งใหม่ๆ ก็ได้) ที่สำคัญ…อย่าพึ่งบอกว่าไม่ใช่ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลอง และไม่ได้เกี่ยวว่าจะมีใครทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามั้ยเพราะว่าพระเจ้าไม่ได้เรียกให้เรามาแข่งกัน แต่พระเจ้าเรียกให้เราทำก็คือเรียกให้เราทำ
2. จากข้างนอก : ผ่านคน ผ่านสถานการณ์ - [นาทีที่ 17.10]
พระเจ้าอาจจะบอกเราผ่านคนบางคนที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ หรือสถานการณ์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจงกับเรา เพราะว่าทุกอย่างไม่มีคำว่าบังเอิญสำหรับพระเจ้า
3. จากข้างบน : ผ่านพระคัมภีร์ - [นาทีที่ 20.10]
พระเจ้าบอกเราผ่านการเฝ้าเดี่ยว การอธิษฐาน และการอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นการฟังเสียงของพระองค์โดยตรง
_______________________________
ฟังแล้วลองฝึกกัน อยากให้น้องๆ ลองถามตัวเองดูว่า...
● ตอนนี้คิดว่าพระเจ้าเรียกเราด้วยวิธีการไหน?
● และมีด้านไหนบ้างที่พระองค์คอนเฟิร์มกับเราแล้ว?
_______________________________
ขอขอบคุณที่ปรึกษาด้านเนื้อหา :
อ. เจนจิต เลิศมาลีวงศ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาพระคัมภีร์ใหม่ โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ สวนพลู (TBTS)
![EP.3 - เตือนยังไงไม่ให้ช้ำ [รู้เขารู้เรา]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/TH_EP3.jpg)
Wednesday Aug 30, 2017
EP.3 - เตือนยังไงไม่ให้ช้ำ [รู้เขารู้เรา]
Wednesday Aug 30, 2017
Wednesday Aug 30, 2017
การเตือนมี 2 แบบ คือแบบมีศิลปะ กับแบบไม่มีศิลปะ
[นาทีที่ 3.00]
ในเรื่องๆ เดียวกันที่มีคนเตือน คนเราอาจตอบสนองต่อการเตือนนั้นๆ ไม่เหมือนกัน กับบางคนเราโอเคแต่กับบางคนเราไม่โอเค ที่เป็นแบบนี้เพราะองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น อายุ, ความเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ของคนพูด, ความสัมพันธ์, ความเคารพนับถือ และศิลปะในการเตือนของคนๆ นั้น
ผลของการเตือนที่ไม่มีศิลปะ นอกจากผู้ถูกเตือนจะรู้สึกไม่โอเคจนไม่เปิดใจฟังแล้วยังส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ด้วย คนเราเมื่อเจ็บปวดก็จะพยายามหลีกเลี่ยงในการเผชิญหน้า เมื่อถูกเตือนแบบไม่มีศิลปะบ่อยๆ อาจทำให้คนที่ถูกเตือนรู้สึกไม่ดีจนถึงขั้นหนีหน้าไปเลยเพราะเสียความรู้สึก
พระคัมภีร์สุภาษิตได้ให้หลักการของการเตือนแบบมีศิลปะไว้ว่า …
"คนที่มีคำตอบเหมาะๆ ในปากย่อมยินดี
คำเดียวที่ถูกกาลเทศะก็ดีจริงๆ "
สุภาษิต 15:23 (THSV11)
เราจะพูดให้ถูกจังหวะและถูกคำพูดยังไง?
[นาทีที่ 6.45]
จากหลักการใน สุภาษิต 15:23 แบ่งองค์ประกอบในการเตือนที่ดี เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
คำตอบเหมาะๆ ในปาก = ถูกคำพูด
คำเดียวที่ถูกกาลเทศะ = ถูกจังหวะ
1. พูดให้ถูกจังหวะ
[นาทีที่ 7.27]
จังหวะเป็นสิ่งสำคัญ การผิดจังหวะอาจจะทำให้คนฟังเหวอและวงแตก การพูดให้ถูกจังหวะนั้นแบ่งเป็น 2 รอ ดังนี้…

- รอดูอารมณ์ก่อน (ทั้งอารมณ์ของเค้าและอารมณ์ของเรา) - [นาทีที่ 8.45]
ในขณะที่อารมณ์ยังไม่พร้อมคนเราไม่สามารถตีความสารที่เราต้องการสื่อได้อย่างเป็นกลาง การเข้าไปคุยกับเขาในเวลานั้นอาจจะยิ่งทำให้เสียเรื่อง นอกจากอารมณ์ของเค้าแล้วข้อนี้ยังหมายรวมถึงอารมณ์ของเราด้วยเพราะบางขณะที่เราเองก็ไม่นิ่ง เช่น เวลาอารมณ์ร้อนๆ เราก็อาจจะพูดอะไรที่ไม่เข้าหู หรือแม้กระทั่งเราพูดคุยด้วยคำปกติ แต่สีหน้าและอารมณ์ก็อาจจะแสดงออกมา และคนฟังเค้าสามารถสังเกตได้
- รอฟังก่อน (เพราะทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง) - [นาทีที่ 12.05]
เราไม่ควรรีบด่วนสรุปและตัดสินเขา แม้ว่าเหตุผลที่เขาให้มานั้นจะฟังขึ้นหรือไม่ขอให้เราเปิดใจฟังก่อน และเมื่อถึงเวลาต้องตักเตือน ถ้าเราฟังเขาก่อนแล้วเขาก็จะฟังเราเช่นเดียวกัน
2. พูดให้ถูกคำพูด
[นาทีที่ 14.05]

- พูดความรู้สึกเราก่อน - [นาทีที่ 14.17]
การพูดความรู้สึกก่อนเป็นการสื่อเข้าไปถึงจิตใจได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อเขา การสื่อสารไปที่หัวใจก่อนจะทำให้เขาเปิดใจรับฟังเรามากกว่าการพูดความคิดเห็น
- พูดความผิดเราก่อน - [นาทีที่ 16.25]
เดล คาร์เนกี ในหนังสือวิธีเอาชนะมิตรและจูงใจคนได้เขียนไว้ว่า* “ก่อนที่จะพูดถึงความผิดของคนอื่น ให้พูดเรื่องความผิดของตัวเองก่อน”
การพูดความผิดของเราก่อน มีข้อดีคือ เปิดใจอีกฝ่ายให้เห็นว่าทุกคนสามารถทำผิดพลาดได้เหมือนกัน เราเห็นใจเขา และเป็นพวกเดียวกันกับเขาไม่ได้วางตัวอยู่เหนือกว่า เช่น สมัยพี่อายุเท่าเราพี่ก็เคยผิดพลาดในเรื่องนี้…ดังนั้นพี่เข้าใจเรานะ … บลาๆๆ
- พูดเตือนด้วยความรัก - [นาทีที่ 18.52]
สีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงที่ปราศจากความรัก ทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูก “ตำหนิ” มากกว่า “การเตือน” ข้อนี้ต่อเนื่องมาจาก EP. 1 พูดตรงๆยังไงไม่ให้พัง? สามารถคลิ๊กฟังย้อนหลังได้ที่นี่ >>> "พูดตรงๆยังไงไม่ให้พัง"
สรุป :
การเตือนจากใจไม่ให้เค้าช้ำนั้นบางครั้งเราก็ต้องเป็นฝ่ายเตรียมใจของเราที่อาจจะช้ำแทนด้วย เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเตือนเค้าไปด้วยความรัก เค้าอาจจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ แต่ไม่ว่าจะยังไงเราก็ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดและได้สำแดงความรักของพระเจ้ากับเค้าแล้ว
สิ่งสำคัญคือให้เราสำรวจใจตัวเองให้ดีด้วยว่า สิ่งที่เรากำลังเตือนเค้านั้นเป็นเพียงแค่ความรู้สึกของเรา หรือเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความจริงและวิถีของพระเจ้า
“ จะเตือนทั้งทีต้องเตือนด้วย ความจริง พร้อมความรัก อย่างมีศิลปะให้รู้จักรอ และรู้จักพูด” –(พี่วอร์)
[นาทีที่ 27.30]
“เรามีหน้าที่สื่อสารเท่านั้นแต่คนที่จะเปลี่ยนแปลงเค้าคือพระเจ้าไม่ใช่ตัวเรา หรือคำพูดของเรา” –(พี่เจด)
[นาทีที่ 28.12]
_______________________________
ฟังแล้วลองฝึกกัน อยากให้น้องๆ ลองถามตัวเองดูว่า...
● เราเตือนแบบมีศิลปะ มากน้อยแค่ไหน?
● และถ้าเราจะเตือนให้ดีขึ้น จะเริ่มต้นจากอะไรก่อน?
_______________________________
ขอขอบคุณที่ปรึกษาด้านเนื้อหา :
อ. เจนจิต เลิศมาลีวงศ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาพระคัมภีร์ใหม่ โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ สวนพลู (TBTS)
*อ้างอิงหลักการบางส่วนจาก: หนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends and Influence People) ผู้เขียน เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) สำนักพิมพ์ แสงดาว
![EP.2 - ปฏิเสธยังไงไม่ให้เขาเจ็บ [รู้เขารู้เรา]](https://pbcdn1.podbean.com/imglogo/ep-logo/pbblog1993116/TH_EP2.jpg)
Wednesday Aug 30, 2017
EP.2 - ปฏิเสธยังไงไม่ให้เขาเจ็บ [รู้เขารู้เรา]
Wednesday Aug 30, 2017
Wednesday Aug 30, 2017
เพราะการปฏิเสธเป็นการสื่อสารที่มักจะทำร้ายความสัมพันธ์ดังนั้นหลายคนจึงกลัวที่จะเป็นฝ่ายปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งกลัวที่จะถูกปฏิเสธ แต่ถ้าเราจำเป็นต้องพูดออกไป… ก็ขอให้เราเรียนรู้ที่จะใช้วิธีการที่ไม่ทำร้ายจิตใจใคร
“เพราะว่า ไม่มีใครหรอกนะที่จะอยากถูกปฏิเสธบ่อยๆ”
การปฏิเสธมี 2 แบบ คือแบบ รักษาน้ำใจ และ แบบไม่รักษาน้ำใจ
[นาทีที่ 4.55]
การปฏิเสธแบบรักษาน้ำใจ จะไม่ค่อยทำให้ผู้ที่เราปฏิเสธรู้สึกแย่กับเรา ในขณะที่การปฏิเสธแบบไม่รักษาน้ำใจ ทำให้เกิดความเจ็บปวด ผู้ถูกปฏิเสธอาจรู้สึกถูกปฏิเสธมากกว่าสิ่งที่ขอแต่เหมือนเป็นการถูกปฏิเสธตัวตนเลยทีเดียว นอกจากความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้น อาจทำให้มีคำถามในความสัมพันธ์ตามมาเช่น เขาไม่เห็นคุณค่าฉันเลยหรอ? เขาเกลียดฉันหรอ? ฉันผิดตรงไหน?
เพื่อให้ผู้รับสารเจ็บปวดน้อยที่สุดการปฏิเสธแบบรักษาน้ำใจนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมาก พระคัมภีร์ได้ให้หลักการไว้แบบนี้ …
"จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้น
โดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน"
เอเฟซัส 4:3 (THSV11)
วิธีการปฏิเสธยังไงให้เขาไม่เจ็บ กับสูตร 3 ส.
[นาทีที่ 9.45]

การปฏิเสธแบบรักษาน้ำใจนั้นมีหลายวิธี แต่วันนี้ชูใจจะมาแนะนำ การปฏิเสธแบบรักษาน้ำใจ ด้วยสูตร 3ส. (ประยุกต์จากหนังสือ *ลุงเดล คาร์เนกี)
- แสดงความ... ขอบคุณ – [นาทีที่ 11.05]
- แสดงความ... เสียใจ/เสียดาย – [นาทีที่ 12.55]
- เสนอ...ให้ทางออก – [นาทีที่ 13.47]
ตัวอย่างการปฏิเสธในสถานการณ์ต่างๆ
[นาทีที่ 15.10]
นอกจากเรื่องของความรู้สึกของเราที่ไม่กล้าปฏิเสธ ก็ยังมีบริบทต่างๆ ที่ทำให้เราพูดออกไปยากขึ้น เช่น อายุ ความสัมพันธ์ ตำแหน่งหน้าที่การงาน
ตัวอย่างกรณียากๆ ที่เรามักจะพบ ปฏิเสธยังไงดี? ...
- เมื่อมีคนมาชวนไปกินเหล้า – [นาทีที่ 16.17]
- เมื่อเพื่อนชวนไปดูหนัง ตอนที่งานยังไม่เสร็จ – [นาทีที่ 17.54]
- เมื่อมีคนมาขอให้ช่วยงานแต่เราไม่สามารถช่วย – [นาทีที่ 18.35]
- เมื่อมีคนมาเสนอความช่วยเหลือแต่เราจะขอไม่รับความช่วยเหลือนั้น – [นาทีที่ 20.25]
- เมื่อมีคนมาบอกชอบเราหรือขอเดท – [นาทีที่ 21.30]
หากปราศจากการแสดงออกด้วยความรัก หลักการปฏิเสธแบบไหนก็ไร้ผล!
[นาทีที่ 22.48]
ในสถานการณ์ยากๆ ที่เราจำเป็นต้องเลือกที่จะปฏิเสธ มีหลักการ 3 ส. ที่จะช่วยเราได้ คือ แสดงความขอบคุณ แสดงความเสียใจ และเสนอให้ทางออก แต่หลักการเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากท่าทีในการแสดงออกของเรานั้นปราศจากการกระทำด้วยความรัก (สามารถคลิกเพื่อฟัง วิธีการพูดด้วยความรักที่เราเคยพูดกันไปแล้วใน EP.1 ที่นี่ >>> “พูดตรงๆ ยังไงไม่ให้พัง” )
เราสามารถพึ่งพาสติปัญญาและความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้
[นาทีที่ 24.19]
“การปฏิเสธควรตั้งอยู่บนความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ”
การสร้างความสัมพันธ์สนิทสนมกับพระเจ้าจะช่วยเราได้ในสถานการณ์ที่ยากแก่การตัดสินใจ เมื่อเรารู้ว่าอะไรที่พระเจ้าเห็นว่าดี เราจะได้ตัดสินใจและรู้ว่าตอนไหนที่ต้องปฏิเสธอย่างถูกต้อง ถ้าเรื่องไหนที่เรายังไม่แน่ใจ หรือว่าเรื่องนั้นซับซ้อนเกินไปที่จะตัดสินใจในทันทีทันใด ให้เราเอาเรื่องนั้นมาอธิษฐานต่อพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเปิดโอกาสให้เรา ทูลต่อพระองค์ในทุกๆ เรื่อง (ฟิลิปปี 4:6)
“บางครั้งเราอาจต้องขอพระเจ้ามอบคำพูดให้กับเราว่าเราควรจะปฏิเสธอย่างไร ขอพระองค์ดูแลทั้งจิตใจของเราและคนที่เราต้องพูดปฏิเสธ”
เพราะในชีวิตจริงคนเราไม่สามารถทำตามความต้องการของผู้อื่นตลอดเวลาได้เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธให้เป็น (เอาใจเขามาใส่ใจเรา)
_______________________________
ฟังแล้วลองฝึกกัน ลองถามตัวเองดูว่า...
● ทุกวันนี้เราปฏิเสธแบบรักษาน้ำใจ มากน้อยแค่ไหน?
● และถ้าเราจะปฏิเสธให้ดีขึ้น จะเริ่มต้นจากอะไรก่อน?
_______________________________
ขอขอบคุณที่ปรึกษาด้านเนื้อหา :
อ. เจนจิต เลิศมาลีวงศ์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาพระคัมภีร์ใหม่ โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ สวนพลู (TBTS)
*อ้างอิงหลักการบางส่วนจาก: หนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends and Influence People) ผู้เขียน เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) สำนักพิมพ์ แสงดาว

